ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเติบโตทางธุรกิจแบบดั้งเดิมเริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป งานวิจัยล่าสุดของ ดีลอยท์ ชี้ว่า บริษัทที่มองการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เป็นความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง มีผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
พรพรรณ เวสารัชเวศย์
Strategy, Risk & Transactions Partner
ดีลอยท์ ประเทศไทย
ก้องเกียรติ จตุพรภักดี
Strategy, Risk & Transactions Partner
ดีลอยท์ ประเทศไทย
ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเติบโตทางธุรกิจแบบดั้งเดิมที่อาศัยการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป งานวิจัยล่าสุดของ ดีลอยท์ ชี้ว่า บริษัทที่มองการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เป็นความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการทำการซื้อขายแบบครั้งคราว มีผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
บริษัทเหล่านี้ใช้แนวทาง Transformational M&A ซึ่งเป็นการผสานกลยุทธ์ด้านการซื้อขายกิจการ การขายสินทรัพย์ การสร้างพันธมิตร และความร่วมมือในหลากหลายรูปแบบ โดยมีการการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลและวัฒนธรรมองค์กรเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ แนวทางนี้ทำให้องค์กรสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น ขยายธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ในทางตรงกันข้าม บริษัทที่ยังคงพึ่งพาการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับปรุงการดำเนินงานเพียงเล็กน้อย หรือการอัปเดตสินค้าเป็นครั้งคราว จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพวกเขากำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การเติบโตของ AI การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ไปจนถึงการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ การไม่เปลี่ยนแปลงอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนเชิงกลยุทธ์ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Transformational M&A จึงจำเป็น เพราะสามารถช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงและ “ทำดีล” ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล
ประสิทธิผลของแนวทางนี้พิสูจน์ได้จากผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน จากการวิเคราะห์ดีลกว่า 2,000 รายการในช่วงปี 2558-2567 พบว่า บริษัทที่ใช้ Transformational M&A สร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 464 มากกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนี S&P 1200 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 157 กว่า 2 เท่า นอกจากนั้นบริษัทเหล่านี้ยังได้รับข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ เช่น การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็ว การเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ได้เร็วขึ้น และการเสริมความยืดหยุ่นต่อความปั่นป่วนในอนาคต จะเห็นได้ว่าสำหรับหลายองค์กร M&A ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มขีดความสามารถ แต่เป็นการสร้างอัตลักษณ์ในการทางการแข่งขันทางธุรกิจอย่างแท้จริง
เมื่อมาถึงจุดนี้ คำถามสำคัญคือ ผู้นำธุรกิจจะทำให้ Transformational M&A กลายเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กรได้อย่างไร? แนวทาง Transformational M&A เกิดจากชุดวิธีปฏิบัติ 6 ประการ ได้แก่
การวางแผน M&A เชิงกลยุทธ์ การสร้างองค์กรแบบ Digital First และการสร้างความคล่องตัวขององค์กร ไม่ใช่สิ่งที่ “ทำหรือไม่ทำก็ได้” แต่เป็นความจำเป็นในการแข่งขัน บริษัทที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้จะสามารถแซงคู่แข่ง เปิดตลาดใหม่ในภูมิภาค และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและพร้อมสำหรับอนาคต ด้วยเหตุนี้ ผู้นำธุรกิจไทยต้องคิดให้ใหญ่ขึ้น และตัดสินใจด้วยความกล้ามากขึ้น การทำให้ Transformational M&A เป็นแผนกลยุทธ์จึงกลายเป็นความจำเป็นในการแข่งขัน การหยุดรอดูไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป บริษัทไทยที่ไม่เพียงต้องการการอยู่รอดแต่ต้องการเป็นผู้นำจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ และสร้างความสามารถในการเปลี่ยนแปลงให้ได้อย่างรวดเร็ว
แหล่งอ้างอิง: https://www.deloitte.com/global/en/offices/apac/perspectives/asia-pacific-the-growth-transformers-playbook.html