Skip to main content
Perspective:

M&A ปี 2569

เกมใหม่ของการเติบโตในโลกที่ผันผวน

ความเชื่อมั่นในตลาด M&A กำลังฟื้นตัว แต่ความระมัดระวังก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ผลสำรวจ Deloitte 2026 M&A Trends Survey ชี้ว่า องค์กรให้ความสำคัญกับการทำดีลที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ การเตรียมความพร้อม และการใช้ AI เพื่อสร้างการเติบโตและคุณค่าอย่างยั่งยืนในตลาดที่ยังมีความผันผวน

พรพรรณ เวสารัชเวศย์
พาร์ทเนอร์ด้านการควบรวมและซื้อขายกิจการ (M&A)
ดีลอยท์ ประเทศไทย

 

หลังจากที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องมาหลายปี การควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) กำลังกลับมาเป็นวาระสำคัญของคณะผู้บริหารอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม บรรยากาศของการทำดีลในปัจจุบันสะท้อนภาพที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ แม้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการจะเริ่มกลับมา แต่ในขณะเดียวกัน ความระมัดระวังก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

จากผลสำรวจ 2026 M&A Trends Survey ของดีลอยท์ ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากผู้บริหารองค์กรและนักลงทุนจำนวน 1,500 รายทั่วโลก พบว่า กว่าร้อยละ 80 คาดว่าทั้งจำนวนและมูลค่าของดีล M&A จะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขนี้กลับซ่อนภาพที่ซับซ้อนกว่าเดิม เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน สัดส่วนของผู้ที่คาดว่าตลาดจะเติบโต “อย่างมีนัยสำคัญ” ลดลงถึงร้อยละ 16 ขณะที่ผู้ที่มองว่าตลาดจะเติบโต “ในระดับปานกลาง” เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17 กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ แม้ความเชื่อมั่นยังอยู่ในระดับสูง แต่ก็เป็นความเชื่อมั่นที่ตั้งอยู่บนการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบมากขึ้น

ภาพดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญ แม้อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัว และสภาวะด้านเงินทุนจะมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ธุรกิจยังคงต้องรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ ตลาด M&A ในปัจจุบันจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “A Tale of Two Markets” กล่าวคือ ด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นกลับมาและองค์กรจำนวนมากกำลังมองหาโอกาสในการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการ แต่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนที่ยังคงอยู่และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้องค์กรระมัดระวังและเลือกสรรมากขึ้น ทั้งในแง่ของดีลที่ต้องการลงทุนและแนวทางการดำเนินธุรกรรม

สำหรับผู้บริหารในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญหลายประการ

การเติบโตยังคงเป็นเป้าหมาย แต่กลยุทธ์สำคัญกว่าการขยายขนาดธุรกิจ

ปัจจุบัน องค์กรไม่ได้เข้าซื้อกิจการเพียงเพื่อเพิ่มขนาดของธุรกิจอีกต่อไป หากแต่ใช้ M&A เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงขีดความสามารถใหม่ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ทันต่อการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ดิจิทัล การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ การดึงดูดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้น M&A จึงกลายเป็นวิธีที่ช่วยให้องค์กรได้มาซึ่งศักยภาพใหม่ได้รวดเร็วกว่าการพัฒนาขึ้นเอง

ความพร้อมกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

ในอดีต ผู้ที่ลงมือทำดีลหรือลงทุนก่อน มักจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขันของตลาด แต่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ผู้ที่ได้เปรียบกลับกลายเป็นผู้ที่มีความพร้อมมากที่สุด

ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 29 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า ความไม่แน่นอนของสภาวะตลาดเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดของการทำ M&A ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อย 10 จากปีก่อน ขณะที่อีกร้อยละ 26 ระบุว่า การแข่งขันในการทำ M&A มีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นองค์กรชั้นนำจึงต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนก่อนการเข้าซื้อกิจการ การทำ Due Diligence (การตรวจสอบสถานะของกิจการ) รวมถึงการวางแผนสร้างมูลค่าหลังการปิดดีล เพราะเมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ คุณภาพของการเตรียมความพร้อมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าดีลนั้นจะสามารถสร้างคุณค่าได้จริงหลังการควบรวมกิจการหรือไม่

เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโฉมกระบวนการทำ M&A

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญ คือบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้นตลอดกระบวนการทำ M&A คำถามในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “องค์กรควรใช้ AI หรือไม่” แต่เป็น “องค์กรจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

องค์กรจำนวนมากเริ่มนำ AI มาใช้ ตั้งแต่การค้นหาเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ การทำ Due Diligence การประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์ Synergy ไปจนถึงการวางแผนการควบรวมกิจการหลังปิดดีล แม้ว่าการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณของผู้บริหาร แต่ AI ช่วยให้ทีมงานสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ระบุความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทสรุปสำหรับธุรกิจไทย

สำหรับธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อสรุปมีความชัดเจน ภูมิภาคนี้ยังคงได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเอื้อต่อการเกิดดีลทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ถึงตลาด M&A กำลังฟื้นตัว แต่กลับต่างจากในอดีต องค์กรที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่องค์กรที่ทำดีลได้มากที่สุด หากแต่เป็นองค์กรที่สามารถผสานวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์เข้ากับความเป็นเลิศในการดำเนินงาน โดยใช้ M&A เป็นทั้งเครื่องมือในการขยายธุรกิจและกลไกในการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพิ่มความยืดหยุ่นขององค์กร และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญ คือบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้นตลอดกระบวนการทำ M&A คำถามในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “องค์กรควรใช้ AI หรือไม่” แต่เป็น “องค์กรจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

องค์กรจำนวนมากเริ่มนำ AI มาใช้ ตั้งแต่การค้นหาเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ การทำ Due

Diligence การประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์ Synergy ไปจนถึงการวางแผนการควบรวมกิจการหลังปิดดีล แม้ว่าการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณของผู้บริหาร แต่ AI ช่วยให้ทีมงานสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ระบุความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทสรุปสำหรับธุรกิจไทย

สำหรับธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อสรุปมีความชัดเจน ภูมิภาคนี้ยังคงได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเอื้อต่อการเกิดดีลทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ถึงตลาด M&A กำลังฟื้นตัว แต่กลับต่างจากในอดีต องค์กรที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่องค์กรที่ทำดีลได้มากที่สุด หากแต่เป็นองค์กรที่สามารถผสานวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์เข้ากับความเป็นเลิศในการดำเนินงาน โดยใช้ M&A เป็นทั้งเครื่องมือในการขยายธุรกิจและกลไกในการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพิ่มความยืดหยุ่นขององค์กร และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

Did you find this useful?

Thanks for your feedback