AI agent กำลังเปลี่ยนนิยาม "ลูกค้า" ธุรกิจต้องออกแบบ CX รองรับทั้งมนุษย์และ AI ด้วยแนวคิด Hybrid-to-Hybrid CX เพื่อสร้างความได้เปรียบในยุค Agentic AI
เออร์วิน ลิม
ลีดเดอร์ ดีลอยท์ ดิจิทัล
ดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย
โรเบิร์ต กัลลาเกอร์
ลีดเดอร์เทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม
ดีลอยท์ ประเทศไทย
เมื่อ AI พลิกบทบาทจากผู้ตอบคำถามไปสู่ผู้ช่วยของมนุษย์ ในอนาคต ประสบการณ์ดิจิทัลจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อมนุษย์เท่านั้น แต่ต้องรอบรับ AI agent ที่ทำหน้าที่แทนพวกเขาด้วย
เมื่อ AI ก้าวหน้ามากขึ้น พฤติกรรมของลูกค้าได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ลูกค้าเริ่มมอบหมายการตัดสินใจที่เป็นกิจวัตรให้กับผู้ช่วย AI ส่วนตัว เช่น การค้นหา เปรียบเทียบตัวเลือก หรือการดำเนินการต่าง ๆ แทนพวกเขา หลายองค์กรเริ่มใช้ AI agent เพื่อให้บริการดูแลลูกค้า เช่น การตอบคำถาม ตรวจสอบปัญหา หรือการให้บริการโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ “การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์” ยังคงสำคัญ ลูกค้าจำนวนมากยังคงต้องการความเข้าใจและความมั่นใจจากมนุษย์ จึงเกิดแนวคิดที่ว่า ลูกค้าในอนาคตไม่ได้มีแค่ “มนุษย์” อีกต่อไป แต่เป็นแบบ Hybrid ที่บางครั้งเป็นมนุษย์ บางครั้งเป็น AI agent และหลายครั้งมีสองแบบที่ทำงานร่วมกัน ธุรกิจเองก็จำเป็นต้องต้องปรับตัวเป็น Hybrid เช่นกัน แนวคิดนี้เรียกว่า Hybrid-to-Hybrid Customer Experience (CX)
แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดในหลายอุตสาหกรรมที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างดิจิทัลและมนุษย์กำหนดความสัมพันธ์กับลูกค้า องค์กรที่ปรับตัวเร็วและออกแบบ CX ให้รองรับทั้งมนุษย์และ AI agent จะมีโอกาสสร้างความเชื่อมั่น ความภักดีของลูกค้า และการเติบโตทางธุรกิจมากกว่า
ตัวเลขทางเศรษฐกิจสะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนของแนวโน้มนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของ Agentic AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญเบื้องหลังแนวคิดดังกล่าว มูลค่าตลาดโลกของ Agentic AI คาดว่าจะเติบโตจาก 7.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 เป็น 52.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 46 ต่อปี
ตัวอย่างการใช้งานจริง
ในอุตสาหกรรมการเงิน ลูกค้าอาจเพิ่มหุ้นเข้าไปในรายการที่ต้องการติดตาม (Watchlist) จากนั้น AI agent ของทีมผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้าของธนาคารจะคอยติดตามตลาด และแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซื้อ-ขาย
ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม AI agent ส่วนตัวของลูกค้าตรวจพบการเชื่อมต่อผิดปกติและแจ้งไปยัง AI agent ของผู้ให้บริการ ซึ่งดำเนินการตรวจสอบ แก้ไข และชดเชยโดยอัตโนมัติ ลูกค้าได้รับการแก้ไขก่อนจะรู้ว่ามีปัญหา
ช่องว่างในการออกแบบที่หลายองค์กรยังไม่ตระหนัก
ที่ผ่านมา CX ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ลูกค้าเป็นมนุษย์ และการโต้ตอบเกิดขึ้นผ่านหน้าจอ องค์กรจึงลงทุนกับการพัฒนา Interface ที่สวยงามและใช้งานง่ายสำหรับมนุษย์ แต่ Hybrid-to-Hybrid CX ต้องการระบบที่ทั้งเข้าใจมนุษย์ และ AI อ่านและใช้งานได้ มีกฎการทำงานที่ชัดเจน การจัดการสิทธิ์และความยินยอม รวมถึงการติดตามและตรวจสอบได้ สำหรับหลายองค์กรนี่คือช่องว่างที่ต้องพัฒนา แต่ก็เป็นโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเช่นกัน
การแบ่งกลุ่ม Hybrid-to-Hybrid CX:
Hybrid-to-Hybrid CX จึงต้องปรับตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละเหตุการณ์ เช่น ลูกค้าที่ต้องการความมั่นใจจากมนุษย์ ลูกค้าที่ต้องการจัดการเอง หรือผู้ที่ต้องการให้ผู้ช่วย AI จัดการแทน ซึ่งลูกค้าคนเดียวกันสามารถสลับรูปแบบเหล่านี้ได้ตลอดเวลา
โดยแบ่งรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ออกเป็น 4 รูปแบบหลักดังนี้
4 หลักสำคัญในการสร้าง Hybrid-to-Hybrid CX
ช่องว่างในการขยาย Agent AI
Hybrid-to-Hybrid CX เป็นการให้ Agent AI อยู่ในเส้นทางลูกค้า แต่หลายองค์กรยังคงยึดติดอยู่กับการทดลอง AI แบบแยกส่วน เนื่องจาก
แม้ AI จะมีบทบาทมากขึ้น แต่อนาคตของ AI ยังคงต้องมีมนุษย์เป็นผู้คุม โดย AI จะช่วยเพิ่มความเร็วและขยายศักยภาพการให้บริการ ขณะที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้สร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์กับลูกค้า